ประวัติวัดท่าซุง วัดเก่าแก่ที่น่าสนใจ และได้รับความสนใจมากที่สุด

วัดท่าซุง ตั้งอยู่เลขที่ 60 หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เป็นวัดในสังกัดของคณะสงมหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2520 วัดแห่งนี้ได้รับการก่อตั้งก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะได้ขึ้นเป็นราชธนานีนานหลายสิบปี โดยคาดว่าก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 1863 โดยมีหลวงพ่อใหญ่เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก เนื่องจากท่านได้ออกธุดงค์มาจนถึงสถานที่แห่งนี้ ท่านจึงได้ปลูกกุฏิที่มุงด้วยหลังคาแฝก ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านมาเป็นวัดในที่สุด

เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ทรงได้เห็นความสำคัญของวัดท่าซุงเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ในสมัยที่ท่านยังเป็นพระราชโอรสอยู่ ทำให้วัดแห่งนี้ได้รับการทะนุบำรุงอย่างดีเยี่ยม ทำให้วัดในยุคสมัยนั้น ได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนครั้งเมื่อเข้าสู่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงได้มีผู้ที่มาช่วยบูรณะวัดกลับมาอีกครั้งหนึ่งคือ “เจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็ก” จนวัดได้กลับมาเจริญรุ่งเรืองเหมือนก่อน

ในขณะนั้นได้มีหลวงพ่อจันเป็นเจ้าอาวาส ทำให้วัดแห่งนี้ได้มีชื่อเรียกใหม่ว่า “วัดจันทาราม” สาเหตุที่ว่าทำไมคนถึงเรียก “วัดท่าซุง” มาจากในสมัยก่อนที่จังหวัดอุทัยธานีนั้น มีพื้นที่ป่ากว้างขวาง ทำให้มีการตัดไม้นำไปใช้ในการก่อสร้าง โดยการขนส่งจะทำโดยการนำมาลงไว้ที่ท่าน้ำเพื่อผูกกันเป็นแพก่อนที่จะลำเลียงไปยังจุดหมายปลายทาง ผ่านเส้นทางแม่นำสะแกกรังซึ่งผ่านทางบริเวณหน้าวัดพอดี ทำให้คนจึงนิยมเรียกขานวัดนี้กันว่าวัดท่าซุง

การฟื้นฟูวัดท่าซุง

ปี พ.ศ. 2332 จากวัดที่เคยเจริญรุ่งเรืองได้กลายสภาพมาเป็นวัดร้าง ได้มีพระธุดงค์รูปหนึ่งนามว่า “หลวงพ่อใหญ่” ได้เดินทางมาปักกลดที่วัดแห่งนี้ ด้วยความเลื่อมใสของชาวบ้านที่มีต่อหลวงพ่อใหญ่ ทำให้ชาวบ้านทั้งหลายร่วมใจกันขอให้ท่านได้อยู่ประจำที่วัดท่าซุง ซึ่งหลวงพ่อเองก็ได้รับนิมนต์ชาวบ้านเพื่ออยู่เป็นเจ้าอาวาสในวัดแห่งนี้ จากนั้นจึงได้มีการสร้างโบสถ์และวิหารตามมา ทำให้วัดแห่งนี้เข้าสู่ยุคเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง

ในการบรูณะวัดครั้งใหญ่นี้ ยังมีพระผู้ช่วยองค์สำคัญอีกองค์หนึ่งคือ “หลวงพ่อเส็ง” หรือที่คนในสมัยใหม่ชอบเรียกว่าหลวงพ่อขนมจีน (ชาวบ้านจะนำขนมจีนมาบนบาน) ต่อมาได้สืบทอดตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงพ่อใหญ่ นับจากนั้นท่านก็ได้นำความเจริญเข้าสู่วัดอย่างต่อเนื่อง เวลาผ่านมาจุดถึงยุคสมัยที่หลวงพ่อเร่งได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัด ซึ่งหลังจากท่านได้มรณภาพ วัดแห่งนี้ก็ขาดการดูแลจนกลับสู่สภาพร้างตามเดิมเป็นเวลานานกว่า 47 ปี

พ.ศ. 2511 เมื่อพระมหาวีระ ถาวโร ได้เดินทางมาถึง วัดแห่งนี้ก็อยู่ในสภาพที่ร้างจนไม่สามารถจะอยู่อาศัยได้ มีเพียงกุฏิเจ้าอาวาสหลังเดียวที่ยังพอใช้หลบฝนได้อยู่ เมื่อเห็นดังนี้ท่านจึงได้เริ่มงานบูรณะวัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างอาคารสำหรับใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ที่พักชายน้ำ ประกอบด้วย กุฏิของหลวงพ่อ อาคารสื่อสาร ศาลาเล็ก โรงครัว สำนักงานกองทุน ศาลาหลวงพ่อ 4 พระองค์ ฯลฯ เมื่อปี พ.ศ. 2517 ได้มีการซื้อที่ดินเพิ่ม 12 ไร่ จากเดิมที่มีอยู่เหลือเพียง 6 ไร่ เพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้างพระอุโบรสหลังใหม่ ก่อนที่จะได้เริ่มงานก่อสร้างในช่วงปลายปี

เมื่อ 24 เมษายน 2520 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินมาปักลูกนิมิตภายในพระอุโบรส นับจากนั้นเป็นต้นมาวัดท่าซุงก็ได้เป็นศูนย์กลางที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนขนาดใหญ่ กลายเป็นวัดที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาทำบุญกันอย่างเป็นประจำ